
ในยุคที่ธุรกิจทุกขนาดต้องการสร้างความน่าเชื่อถือและเข้าถึงลูกค้าออนไลน์ การ ทำเว็บไซต์บริษัท ถือเป็นสิ่งสำคัญ เว็บไซต์ทำหน้าที่เหมือน “หน้าบ้านดิจิทัล” ที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูล ผลิตภัณฑ์ และบริการได้สะดวกขึ้น หลายคนที่เริ่มต้นธุรกิจอาจยังไม่พร้อมลงทุนกับการพัฒนาเว็บไซต์แบบมืออาชีพ การเลือกใช้ แพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์ฟรี จึงเป็นทางออกที่เหมาะสม เพราะช่วยทดลองแนวคิด ทำให้เห็นภาพรวมของเว็บไซต์ และบางครั้งยังเพียงพอต่อการใช้งานเบื้องต้น
บทความนี้จะแนะนำ 5 แพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์ฟรี ที่เป็นที่นิยม พร้อมอธิบายข้อดี ข้อจำกัด และความเหมาะสมต่อการ ทำเว็บไซต์บริษัท เพื่อช่วยให้คุณเลือกเครื่องมือที่ตรงกับความต้องการได้ดีที่สุด
- Sitemap & Robots.txt สิ่งที่ต้องรู้ก่อนทำเว็บไซต์
- ทำเว็บไซต์ WordPress vs Wix แบบไหนเหมาะกับคุณ?
- ทำเว็บไซต์บริษัท ต้องใส่เนื้อหาอะไรบ้างเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ

1. Wix
Wix เป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ด้วยความสามารถในการ “ลากวาง (Drag & Drop)” ทำให้ผู้ใช้ที่ไม่มีพื้นฐานการเขียนโค้ดก็สามารถทำเว็บไซต์บริษัทได้ง่าย จุดเด่นของ Wix คือความยืดหยุ่นในการออกแบบ และมีเทมเพลตให้เลือกหลายร้อยรูปแบบ
ข้อดี
- ใช้งานง่าย เหมาะกับมือใหม่
- มีเทมเพลตหลากหลาย ทั้งสายธุรกิจ ร้านอาหาร บริการ และองค์กร
- มีฟีเจอร์ App Market สำหรับเพิ่มความสามารถ เช่น ฟอร์มติดต่อ, แชทบ็อต หรือระบบจองคิว
- รองรับ Mobile Friendly อัตโนมัติ
ข้อจำกัด
- แผนฟรีจะมีโฆษณาของ Wix แสดงบนหน้าเว็บ
- ไม่สามารถใช้ชื่อโดเมนบริษัทโดยตรง (เช่น yourcompany.com) ได้ ต้องใช้ subdomain ของ Wix
- หากธุรกิจเติบโต อาจต้องอัปเกรดเป็นแพ็กเกจเสียเงินเพื่อให้ดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น
เหมาะกับใคร
- ผู้ที่เริ่มทำธุรกิจและอยากทดลองทำเว็บไซต์บริษัทเบื้องต้น
- เจ้าของกิจการที่ต้องการเว็บไซต์สวย ใช้งานง่าย แต่ยังไม่เน้นระบบซับซ้อน

2. WordPress.com
อย่าสับสนกับ WordPress.org ที่ต้องติดตั้งเองนะครับ WordPress.com เป็นแพลตฟอร์มฟรีที่ให้บริการบนคลาวด์ คุณสามารถสร้างเว็บไซต์บริษัทได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเซิร์ฟเวอร์หรือการติดตั้งปลั๊กอินเอง
ข้อดี
- เหมาะกับการทำเว็บไซต์ที่ต้องการเนื้อหาเป็นหลัก เช่น บทความ ข่าวสาร ข้อมูลบริษัท
- มีระบบจัดการคอนเทนต์ (CMS) ที่แข็งแรง ใช้งานง่าย
- มีธีมฟรีหลายแบบ สามารถเลือกให้เข้ากับภาพลักษณ์บริษัท
- ได้ประโยชน์จากระบบ SEO ของ WordPress ที่ค่อนข้างแข็งแรง
ข้อจำกัด
- แผนฟรีไม่สามารถติดตั้งปลั๊กอินเพิ่มเติมได้
- มีข้อจำกัดด้านการปรับแต่ง หากอยากทำเว็บไซต์บริษัทที่ซับซ้อนจะไม่ยืดหยุ่นเท่า WordPress.org
- เว็บไซต์จะมี subdomain เช่น yourcompany.wordpress.com
เหมาะกับใคร
- บริษัทหรือแบรนด์ที่ต้องการนำเสนอข้อมูลและบทความเป็นหลัก
- ผู้ที่อยากเน้น SEO ระยะยาวและมีแผนจะอัปเกรดเป็นเว็บไซต์มืออาชีพในอนาคต

3. Google Sites
Google Sites เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือฟรีที่ใช้งานง่ายและผูกกับ Ecosystem ของ Google เช่น Google Drive, Docs, Sheets และ Calendar ทำให้เหมาะกับการทำเว็บไซต์บริษัทในเชิงข้อมูลหรือพอร์ตโฟลิโอภายใน
ข้อดี
- ใช้งานง่าย ไม่ต้องมีพื้นฐานด้านการเขียนเว็บ
- เชื่อมต่อกับเครื่องมือของ Google ได้สะดวก
- ไม่มีโฆษณาแทรกแม้จะเป็นเวอร์ชันฟรี
- เหมาะสำหรับการแชร์ข้อมูลภายในองค์กรหรือโปรเจกต์เล็ก ๆ
ข้อจำกัด
- เทมเพลตค่อนข้างจำกัด ไม่เหมาะกับงานดีไซน์ที่ต้องการความสวยงามระดับสูง
- ฟีเจอร์ด้าน SEO มีไม่มาก
- ไม่เหมาะกับการทำเว็บไซต์บริษัทที่ต้องการภาพลักษณ์หรูหราและการตลาดเต็มรูปแบบ
เหมาะกับใคร
- องค์กรที่ต้องการเว็บไซต์ภายในหรือเว็บประชาสัมพันธ์ง่าย ๆ
- ผู้ที่ต้องการความรวดเร็วและไม่ซับซ้อน

4. Weebly
Weebly เป็นแพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์ที่เน้นความเรียบง่าย เหมาะกับผู้ที่อยากทำเว็บไซต์บริษัทขนาดเล็กหรือโครงการที่ไม่ซับซ้อน
ข้อดี
- มีระบบ Drag & Drop ใช้งานง่าย
- มีเทมเพลตฟรีสำหรับธุรกิจหลายประเภท
- รองรับ E-commerce สำหรับขายสินค้าเบื้องต้น
- มีแอปพลิเคชันบนมือถือที่ช่วยแก้ไขเว็บไซต์ได้ทุกที่
ข้อจำกัด
- แผนฟรีจะมีโฆษณาของ Weebly แสดงบนเว็บไซต์
- เทมเพลตและการปรับแต่งไม่ยืดหยุ่นมากเท่า Wix
- หากต้องการฟีเจอร์เต็มรูปแบบต้องอัปเกรดเป็นแผนเสียเงิน
เหมาะกับใคร
- ธุรกิจขนาดเล็กหรือผู้เริ่มต้นที่อยากลองทำเว็บไซต์บริษัท
- เหมาะสำหรับผู้ที่อยากทดลองขายสินค้าออนไลน์ควบคู่กับเว็บไซต์องค์กร

5. Shopify
หลายคนอาจคุ้นชื่อ Shopify ในฐานะแพลตฟอร์มสำหรับทำร้านค้าออนไลน์ระดับโลก แต่จริง ๆ แล้ว Shopify ก็สามารถนำมาใช้ในการ ทำเว็บไซต์บริษัท ได้เช่นกัน โดยเฉพาะบริษัทที่มีการขายสินค้าหรือบริการผ่านออนไลน์ควบคู่ไปด้วย จุดเด่นคือการมีระบบ E-commerce ที่ครบวงจรและใช้งานง่าย
ข้อดี
- ระบบ E-commerce แข็งแรง รองรับทั้งร้านเล็กและร้านใหญ่
- จัดการสินค้า การชำระเงิน และระบบตะกร้าได้ครบในที่เดียว
- มีธีมสำเร็จรูปที่เหมาะกับการทำเว็บไซต์บริษัทเชิงพาณิชย์
- รองรับการทำงานร่วมกับเครื่องมือการตลาด เช่น Facebook Ads, Google Ads
- มีแอปเสริมจำนวนมาก สามารถเพิ่มฟีเจอร์ตามต้องการ
ข้อจำกัด
- แม้ Shopify จะมีให้ทดลองใช้งานฟรี (ปกติ 3 วัน หรือโปรโมชั่นบางช่วงยาวกว่า) แต่หากต้องการใช้งานจริงต้องอัปเกรดเป็นแพ็กเกจเสียเงิน
- การปรับแต่งเชิงลึกอาจต้องอาศัยความรู้เพิ่มเติม หรือจ้างนักพัฒนา
- ไม่เหมาะกับการทำเว็บไซต์บริษัทที่มีเนื้อหาข้อมูลอย่างเดียว (เช่น Corporate Site ที่ไม่มีการขายสินค้า)
เหมาะกับใคร
- บริษัทที่ต้องการทำเว็บไซต์เพื่อขายสินค้าออนไลน์ควบคู่กับการสร้างภาพลักษณ์องค์กร
- แบรนด์ที่ต้องการระบบหลังบ้านด้านการขายและการตลาดครบวงจร
- ผู้ประกอบการที่มองหาโซลูชันทำเว็บไซต์บริษัทพร้อมระบบร้านค้าในแพลตฟอร์มเดียว
ควรเลือกแพลตฟอร์มไหนดี?
หากคุณเพิ่งเริ่มต้นธุรกิจและยังไม่พร้อมลงทุนมาก การเลือกใช้ แพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์ฟรี ถือเป็นก้าวแรกที่ดี แต่ละแพลตฟอร์มมีจุดเด่นและข้อจำกัดแตกต่างกัน
- Wix → ดีไซน์หลากหลาย เหมาะกับผู้ที่อยากให้เว็บไซต์สวยงาม
- WordPress.com → เน้นการจัดการคอนเทนต์ เหมาะกับบริษัทที่ต้องการอัปเดตบทความและข่าวสาร
- Google Sites → ใช้งานง่าย เหมาะกับองค์กรที่เน้นแชร์ข้อมูล
- Weebly → เหมาะกับผู้ที่อยากทำเว็บไซต์บริษัทพร้อมขายสินค้าเบื้องต้น
- Shopify (ทดลองใช้) → เหมาะกับบริษัทของคุณมีแผนทำการตลาดออนไลน์หรือขายสินค้า เพราะรวม “เว็บไซต์บริษัท + ระบบร้านค้า” ไว้ในที่เดียว
อย่างไรก็ตาม หากธุรกิจเติบโตขึ้น การลงทุนจ้างมืออาชีพเพื่อ ทำเว็บไซต์บริษัท แบบ Custom ที่รองรับ SEO ระบบหลังบ้าน และเชื่อมต่อการตลาดออนไลน์ได้ครบวงจร จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้างผลลัพธ์ระยะยาวที่ดีกว่าการใช้แพลตฟอร์มฟรีเพียงอย่างเดียว
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
Tel: 02-9504253
Phone: 0803926941
Email: INFO@KTNDEVELOP.COM
Facebook: KTn develop
Line OA : @KTNDEVELOP